ผลการวิจัยที่ผ่านมาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง พบว่ากรดไขมันทั้งที่เป็นแบบกรดไขมันอิ่มตัว และกรดไขมันไม่อิ่มตัว  เบต้าแคโรทีนและวิตามินอี  โปแตสเซียม สารประกอบกำมะถัน ซึ่งทำให้ทุเรียนมีกลิ่นเฉพาะตัว เมล็ดทุเรียน ประกอบด้วย น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว กรดไขมัน และกรดอมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย แต่การบริโภคเมล็ดทุเรียนควรทำให้สุกเสียก่อน  ทุเรียนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ   ทุเรียนมีฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง  เปลือกทุเรียนมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนสูง จึงมีการพัฒนาเป็นแผ่นแปะผิวหนังทดสอบในหนังหมู พบว่า มีคุณสมบัติในการต้านแบคทีเรียและทำให้แผลหายเร็วขึ้น ทุเรียนมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อัลดีไฮด์ดีไฮโดรจีเนส จึงไม่ควรรับประทานทุเรียนร่วมกับแอลกอฮอล์ เพราะจะส่งผลให้มีสารอัลดีไฮด์สะสมในร่างกาย ทำให้เกิดอาการหน้าแดง ชา วิงเวียน และ อาเจียน  ผลการวิจัยในกลุ่มตัวอย่างเพศชายที่มีสุขภาพดี โดยให้บริโภคเนื้อทุเรียน 250 กรัม หรือ 500 กรัม พบว่า การกินทุเรียนไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ   แต่คนที่มีโรคประจำตัว เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดหัวใจตีบ ต้องจำกัดการบริโภคทุเรียน เพราะทุเรียนมีคาร์โบไฮเดรทสูง รวมทั้งผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้มีโพแทสเซียมสูง ผู้ป่วยโรคไตจะไม่สามารถขับโพแทสเซียมส่วนเกินได้เท่าคนปกติ จะส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้  กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงได้เตือนให้ระวังการกินทุเรียน ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูงและหลอดเลือดหัวใจตีบ แนะนำให้กินแต่พอดี โดยกินไม่เกิน 1 เม็ดเล็กต่อวัน และไม่ควรกินทุเรียนพร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์